พูดคุยกับ “เจ้าสาวซามูไร” เกิดเป็นสาวไทยต้องไม่เสียดุล

ขณะที่กระแสเจแปนกำลังฮอตฮิต ใคร ๆ ที่หลงรักและอยากไปเยือนญี่ปุ่นสักหลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะสาวไทยที่อยากได้หนุ่มปลาดิบสักคนมาข้างกาย แต่เดี๋ยวก่อน!! คงมีคนแอบคิดว่า ขนาดหนุ่มไทยยังยาก แล้วหนุ่มญี่ปุ่นจะไปหาจากไหนกันเล่า

 

วันนี้ Happy Wedding.Life มีเรื่องราวความรักของสาวไทยแท้ “คุณเอ๋” นางเอกของเรา ที่ได้ทุนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น แต่เธอไม่ได้เรียนอย่างเดียว เธอยังได้ลูกชายคนโตของครอบครัวโคบายาชิ “คุณเคน” มาครอบครองด้วย ซึ่งทั้งคู่คบกันมากว่า 7 ปี จนลงเอยด้วยการแต่งงานตามขนมธรรมเนียมแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ความน่าสนใจของคู่นี้อยู่ที่ความต่างที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว และความสนุกสนานตามสไตล์สาวไทยของ “คุณเอ๋”

 

 

แต่กว่าที่สาวไทยของเราจะได้ไปเจอคู่แท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เริ่มต้นจากการได้ทุนไปเรียนต่อ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความรัก

 

“ตอน ม.ปลายได้ทุนหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนของกระทรวงศึกษาธิการ เอ๋สอบได้ทุนของเขตภาษีเจริญ โดยสามารถเลือกประเทศที่จะไปเรียนได้ แต่จะต้องไม่ใช่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฯลฯ ก็เลือกไปเรียนที่ญี่ปุ่น เพราะชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ประกอบกับอยากเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์ และรายละเอียดของทุนกำหนดว่าถ้าเลือกประเทศนี้ จะมีคณะอะไรให้เรียนบ้าง ซึ่งประเทศญี่ปุ่นก็มีให้เรียนเศรษฐศาสตร์ จึงเลือกไปประเทศญี่ปุ่น และก่อนจะได้ทุนนี้ก็เอ็นทรานซ์ติดที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

“ทุนนี้เป็นทุนเรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ ช่วงนั้นที่บ้านมีปัญหาทางการเงินอยู่ด้วย เอ๋เองมีผลการเรียนดีในระดับหนึ่ง  อาจารย์จึงแนะนำให้ไปสอบทุนนี้ เพราะเห็นว่าเข้าเกณฑ์ หลังจากนั้นก็ได้ทุนไปเรียนปริญญาตรีที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต้องไปสอบเข้าเรียนปริญญาตรีที่ญี่ปุ่นกันเอง โดยให้เรียนภาษาญี่ปุ่นก่อน 1 ปีครึ่ง ใครทำให้เข้าเกณฑ์ของทุนนี้ สอบได้ก็ได้เรียน ถ้าสอบไม่ได้ก็ต้องกลับประเทศ

 

 

“มีโอกาสได้ไปสอบที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีสอบภาษาญี่ปุ่น สังคม และเลข ซึ่งทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น เป็นการสอบข้อสอบกลาง จากนั้นก็เอาคะแนนไปยื่นในมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าเรียน และสัมภาษณ์ ซึ่งก็ผ่านสามารถเข้าเรียนได้ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เน้นสอนนักเรียนต่างชาติค่อนข้างดี โดยจะให้นักเรียนต่างชาติเรียนภาษาญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องใช้ในมหาวิทยาลัยก่อน แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยอื่นจะไม่ได้เน้นในจุดนี้เท่าไหร่นัก

 

“ใครที่กำลังคิดว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นดีไหม อยากให้เรียน เรียนจนสอบวัดระดับได้ N1 ไปเลย สำหรับในประเทศไทยเงินเดือนล่ามญี่ปุ่นจะเยอะกว่าล่ามภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เมื่อเทียบกับเด็กที่จบปริญญาตรีใหม่ ๆ ด้วยกัน เป็นค่าภาษา ค่าความพยายามที่ร่ำเรียนมา จริงอยู่ที่ภาษาจีนอาจจะที่สุดในโลก แต่อย่าลืมว่าจีนพูดภาษาอังกฤษได้ แต่คนญี่ปุ่นไม่พูด จริง ๆ แล้วเขาพยายามจะพูด แต่เขาพูดไม่ได้ เพราะเขาเรียนภาษาอังกฤษช้า เรียนกันตอนม.ต้น ต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นก่อน ทั้งคันจิ ฮิรางานะ และอีกหลายอย่างที่ต้องเรียน ต้องจำ

 

“ด้วยความที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษช้า และภาษาญี่ปุ่นมีสระแค่ อะ อิ อุ เอะ โอะ ทำให้ออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ได้ และกลายเป็นเรื่องยากที่จะเรียนภาษาอังกฤษ ส่วนคนญี่ปุ่นที่พูดอังกฤษได้ดี ส่วนใหญ่จะไปเรียนเมืองนอก และต้องใช้ความพยายามมาก ไม่อย่างนั้นสำเนียงจะไม่ได้เลย”

 

 

หลังจากเรียนและใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่น “คุณเอ๋” ก็ได้พบกับ “คุณเคน” เรียกว่าเป็นรักแรกพบของทั้งคู่ก็ว่าได้ จากนั้นก็คบกันจนกระทั่งแต่งงาน ซึ่งมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมายมาย โดยเฉพาะธรรมเนียมการแต่งงานของญี่ปุ่น ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ และแตกต่างจากไทยมากมายทีเดียว

 

“จริง ๆ ไม่อยากจัดงานแต่งที่ญี่ปุ่นเลย เพราะมันเปลืองมาก มีแขก 51 คน ใช้เงินประมาณ 2 ล้านเยน (6 แสนบาท) แต่ที่ต้องจัดเพราะคุณพ่อเคนเป็นคนญี่ปุ่นแบบสมัยก่อน ต้นตระกูลเป็นซามูไรและญาติ ๆ ก็อยู่ญี่ปุ่นกันหมด ทำให้ต้องจัดงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับที่อื่นแล้ว ถือเป็นราคากลาง ๆ ไม่ถูกแต่ก็ไม่ได้แพง อาจเพราะตัดรายละเอียดไปหลายอย่าง เช่น การ์ดแต่งงาน ดอกไม้ การตกแต่ง และอาจเพราะเอ๋เลือกเปลี่ยนชุดแค่ 2 ชุด

 

“เจ้าสาวชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเปลี่ยนกันหลายชุด ทั้งกิโมโนขาว กิโมโนสี ชุดเจ้าสาว และชุดเดรสสีอีก แต่ถึงกระนั้นเอ๋ต้องขอก้มกราบเบญจางคประดิษฐ์คุณพ่อสามีที่ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ ซึ่งตามธรรมเนียมก็จะแล้วแต่ตกลงกันว่าฝ่ายไหนจะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่คนญี่ปุ่นจะไม่มีค่าสินสอด ในสมัยก่อนจะให้เป็นพวกโต๊ะ ตู้ เตียงแทน ส่วนสมัยนี้ก็ไม่มีแล้ว

 

 

“ด้วยธรรมเนียมญี่ปุ่นไม่มีสินสอด ตอนแรกเคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เงินแม่ด้วย เอ๋ก็อธิบายให้เข้าใจว่าปกติญี่ปุ่นจะเก็บเงินจากที่เราทำงานเข้าประเทศ พอแก่ชรา ประเทศก็จะดูแลให้เงินกลับมาเป็นค่าใช้จ่าย แต่ในไทยไม่มีอะไรแบบนี้ และลูกคือทุกสิ่งอย่างบนโลก พอมีสามีก็ต้องไปอยู่กับสามี แล้วใครจะดูแลคุณแม่ เอ๋ก็อธิบายให้เคนเข้าใจ ตอนแรกเขาคิดว่าเราหลอก แต่เขาไปค้นดูในอินเตอร์เน็ตแล้วเจอ เคนเลยเข้าใจมันต้องมีค่าสินสอดสำหรับการแต่งงานในแบบธรรมเนียมไทย

 

"ถ้าจะแต่งงานที่ญี่ปุ่นต้องศาลเจ้านี้เท่านั้น Tokyo Daijingu 東京大神宮 เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงเรื่องความรัก และยังเป็นศาลเจ้าที่ทำพิธีแต่งงานต่อหน้าเทพเจ้าเป็นที่แรกของญี่ปุ่น เรียกว่าเป็นศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของชาวญี่ปุ่น พิธีเริ่มประมาณบ่ายโมง แต่เจ้าหน้าที่นัดให้มาแต่งหน้า แต่งตัว ทำผม ตอน 10.30 น. ไม่มีการซ้อมแต่งหน้าทำผมให้ก่อน ก็ไปแบบหน้าสด ไปแต่งที่โน่นทีเดียวเลย

 

 

“พอไปถึงมีป้าสามคนเข้ามารุมพร้อมกัน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็แต่งเสร็จ ตอนนั้นกลัวตัวเองมาก ใครไม่รู้ หน้าไม่คุ้น หน้าขาววอก ปากเหลืออยู่นิดนึง ที่ต้องเกล้าผมเพราะต้องใส่วิกผม ซึ่งหนักประมาณ 2-3 กก. มาครอบ และคลุมด้วยผ้าขาวอีกที กิโมโนนี้ มีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่น ว่า Siromuku 白無垢 

 

"กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างบนตัวเจ้าสาว ต้องใช้คนสามคนมาช่วยกันแต่ง แต่เขาแต่งกันตัวเร็วมาก คือมีหลายชั้นและพันโอบิ (ผ้าคาดเอว) อย่างหนา และที่กิโมโนเจ้าสาวต้องเป็นสีขาวก็เพราะญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับสี ในแต่ะครอบครัวก็จะมีสี รูปแบบ สไตล์ หรือขนบธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป การที่เจ้าสาวใส่สีขาวทั้งหมดก็เพื่อจะสื่อความหมายว่าเจ้าสาวคนนั้นพร้อมจะย้อมตัวเองให้เป็นสีเดียวกันกับสีของครอบครัวเจ้าบ่าว

 

 

"กิโมโนสีขาวที่เอ๋ใส่เป็นลายดอกซากุระ เนื่องจากตอนนั้นเอ๋ทำงานอยู่ไทย เคนทำงานที่เวียดนาม ทำให้ต้องนั่งเครื่องบินไปลองชุดกันก่อนหนึ่งครั้งที่ญี่ปุ่น คือลองชุด เลือกลาย ประมาณ 5 นาทีเสร็จ เพราะโดนจองไปเกือบหมด และพอลองใส่ลายอื่นที่มันเยอะๆ อย่างลายนกกระเรียนบิน ปักเนื้อละเอียด สวยงามมาก แต่พอใส่ปุ๊ป เหมือนเมียยากุซ่าปั๊บ ตั้งธีมไปว่าจะเป็นสาวหวานเรียบร้อยบริสุทธิ์ ถึงหน้าจะไม่ให้ก็ตามแต่ (555) ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นลายซากุระแทน ซึ่งนอกจากสวยแล้ว ยังหนักด้วย บนหัวมีวิกสามกิโลยังไม่พอ ผ้าทั้งหมดทั้งหมดที่ห่อหุ้มตัวไว้ น่าจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3-4 กิโล ทุกครั้งที่ก้าวต้องคอยถือชายผ้าของตัวเองเอาไว้ เหมือนการเล่นยิมนามสติกที่ต้องเทคบาลานซ์ หัว หลัง ไหล่ และองศาข้อมือเพื่อให้การถือชายผ้าออกมาได้อย่างสง่างาม

 

"ถ้าสังเกตชุดเจ้าบ่าวดี ๆ จะเห็นสัญลักษณ์อยู่บริเวณอกทั้งสองข้าง แขนทั้งสองด้าน สัญลักษณ์นั้นเป็นตราประจำตระกูลของครอบครัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลเจ้าจะสอบถามล่วงหน้า และเอาไปปริ้นลงบนเสื้อของเจ้าบ่าว ครอบครัวของเคนมีตราประจำตระกูลเป็นรูปนกกระเรียน 鶴 แบบเดียวกันกับตราของสายการบิน JAL ภาษาญี่ปุ่นเรียกสัญลักษณ์ประจำตระกูลว่า Kamon 家紋

 

"หลังจากแต่งตัวและถ่ายรูปเสร็จ บ่าวสาวก็จะเข้ามาในตัวอาคารเพื่อทำพิธีแนะนำญาติทั้งสองฝ่าย ซึ่งห้องที่ใช้แนะนำญาติเป็นห้องที่มีฉากกั้น เจ้าสาวและญาติเจ้าสาวจะนั่งห้องหนึ่ง ส่วนเจ้าบ่าวกับญาติจะนั่งอีกห้อง โดยจะมีน้ำชามาเสิร์ฟเป็นน้ำชาชากุระ ปกติจะไม่ค่อยได้เห็นกัน เพราะเป็นเครื่องดื่มสำหรับงานมงคลเท่านั้น แต่เอ๋ว่าไม่อร่อยเลย ชาเขียวปกติอร่อยกว่ามาก แต่วินาทีนั้นคือ ได้แต่นั่งสวย ๆ ไม่ได้เก็กอะไร แต่ขยับตัวไปไหนไม่ได้ ด้วยน้ำหนักของเครื่องแต่งกาย และหากว่าขยับทรงของชุดและชายผ้าที่จัดไว้จะเสียทรงทันที จึงต้องนั่งปักหลักยิ้มอย่างเดียว

 

 

 

"ด้วยความที่เจ้าสาวเดินค่อนข้างลำบาก ทางศาลเจ้าจะมีคุณป้าคอยช่วยเหลือและแนะนำขั้นตอนต่าง ๆ ประกบเจ้าสาวอยู่ด้านข้าง ถ้าเทียบกับงานแต่งแบบไทยก็คงเหมือนแม่งานรันคิวที่คอยทำทุกอย่าง ช่วยยกชายกระโปรงผ้าเวลาจะลุก จะยืน จะนั่ง คุณป้าจะปรี่มาประกบเพื่อจัดชุดให้สวยงาม คอยประคองเวลาเดินเจอบันไดหรือพื้นยกระดับ เพราะเราคำนวณได้ยากมากว่าต้องก้าวอย่างไรจึงจะรอดพ้นขั้นบันไดเหล่านั้นไปได้อย่างปลอดภัย

 

"คุณป้าจะคอยบอก สวยมากเลยค่ะ สวย ยิ้ม จะบอกขั้นตอนและสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น เช่น เดี๋ยวญาติฝ่ายเจ้าบ่าวอาจจะมานั่งที่ในโซนของฝ่ายเจ้าสาวด้วย หรือถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อน คุณป้าจะนำเรื่องทั้งหมดมาถามก่อนเสมอ คอยบอกเวลาต้องกินอาหาร ไม่งั้นจะไม่ได้กิน คุณป้าจะคอยห้ามเพื่อนเคนไม่ให้ชนแก้วเคน เพราะเดี๋ยวจะต้องถ่ายรูปครอบครัว ส่วนค่าตัวคุณป้านั้น สนนราคาอยู่ที่ 50,000 เยนหรือประมาณ 15,000 บาท แต่คุณป้าทำงานคุ้มเงินมาก

 

 

"ก่อนเริ่มพิธี เจ้าหน้าที่ประจำศาลเจ้าที่ใส่ชุดเต็มยศจะมามาอธิบายขั้นตอนการหมุนไม้ ซึ่งเป็นไม้มงคล เมื่อหมุนเสร็จจะต้องยื่นให้เทพเจ้าของศาล คือต้องซ้อมหมุนกันก่อน คนที่จะหมุนและยื่นให้กับเทพเจ้ามีเจ้าบ่าว เจ้าสาว และตัวแทนญาติของแต่ละฝั่ง คือแม่เจ้าสาวกับพ่อเจ้าบ่าวเท่านั้น หลังจากซ้อมและแนะนำตัวเสร็จก็จะเข้าสู่การตั้งขบวนเพื่อเดินไปเข้าพิธี ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวจะต่อแถวยาว โดยญาติเจ้าบ่าวและญาติเจ้าสาวจะยืนขนานกันเพื่อต่อแถวคนละฝั่ง

 

"ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นก่อนเข้าศาลเจ้าจะต้องล้างมือให้เรียบร้อยก่อน เมื่อล้างมือสะอาดบริสุทธิ์แล้ว จึงค่อยเข้าสู่ศาลเจ้า เริ่มจากการต้องตั้งขบวนกันก่อน ตอนแรกไม่คิดว่าจะมีการเดินขบวนอลังการขนาดนี้ เพราะเคนบอกไม่มี เพราะเป็นศาลเจ้าเล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่เคนไม่ยอมให้เลือกศาลเจ้าเมจิ ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี เคนบอกว่าไม่อยากเป็นตัวโชว์ให้ชาวต่างชาติมาถ่ายรูปงานแต่งตัวเอง คนมาดูเยอะ อาย ไม่ชอบ แต่เอ๋ชอบนะ มันอิน มันได้ความเป็นญี่ปุ่นมาก ๆ และหน้าขบวนจะมีคนเป่าขลุ่ย และกลองโบราณนำด้วย ทำให้บรรยากาศยิ่งดูขลัง

 

 

"จากนั้นก็เดินเข้าสู่ศาลเจ้า ทำความเคารพเทพเจ้าประจำศาล โดยนั่งกันคนละฝั่งกับเจ้าบ่าว เมื่อเคารพเสร็จจะต้องดื่มเหล้ามงคล ต้องยกขึ้นสองครั้งก่อนจะดื่มรวดเดียวหมด ขั้นตอนต่อไปเป็นการประกาศต่อหน้าเทพเจ้าว่าเราจะเป็นสามีภรรยากัน โดยอ่านจากกระดาษในมือ จากนั้นเข้าสู่พิธีหมุนไม้ที่ซ้อมกันไว้ แต่ถึงตอนนี้ลืมหมดแล้วที่ซ้อมไว้ ก็หมุนไปแบบมั่ว ๆ พอบ่าวสาวหมุนเสร็จก็ถึงคิวคุณพ่อเคน และคุณแม่เอ๋หมุนต่อ หลังจากหมุนไม้เสร็จ เราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่นั่งก็ย้ายมานั่งด้วยกัน เป็นอันเสร็จพิธีการ

 

 

 

 

 

"หลังจากนั้นจะเป็นช่วงเลี้ยงฉลองมงคลสมรส เจ้าสาวต้องเปลี่ยนชุดก่อน แต่เอ๋ยังไม่เปลี่ยน เพราะชุดที่ใส่อยู่นี่ค่าเช่า 3 แสนเยน (ประมาณ 1 แสนบาท) อยากขอใส่ให้คุ้มก่อน จึงแค่ขอเอาวิกออกก่อน และเปลี่ยนเป็นดอกไม้มาเสียบแทน และเดินเข้าสู่พิธีเลี้ยงฉลองพร้อมกันกับเจ้าบ่าว มีการกล่าวเปิดงานตามปกติ มีคัมไปหรือไชโยของบ้านเรา แล้วก็เข้าสู่การตัดเค้ก ตอนป้อนเค้กเขาบอกกันว่ารักเท่าไหน่ให้ตักป้อนเท่านั้น เอ๋เลยจัดใหญ่ เพราะรักมาก

 

 

 

"เสร็จพิธีป้อนเค้กก็ไปเปลี่ยนชุดที่สอง โดยจะให้คนที่เราเคารพนับถือเป็นคนเดินพาออกไปเพื่อเปลี่ยนชุด เคนลือกคุณปู่ ส่วนเอ๋แน่นอนว่าต้องเป็นคุณแม่ สำหรับชุดกิโมโนชุดที่สอง เป็นลายนกกระเรียนประจำตระกูล น้ำหนักเบากว่าชุดสีขาวนิดหน่อย เพราะปีกด้วยดิ้นทอง แต่ราคาประมาณ 4 แสนเยน (1.2 แสนบาท) ในภาษาญี่ปุ่นเรียกชุดนี้ว่า (Irouchikake) 色打掛 จากนั้นจะเป็นการให้ของที่ระลึกแทนคำขอบคุณจากบ่าวสาวกับพ่อแม่ เอ๋กับเคนเลือกเป็นรูปวาดเหมือน

 

"สำหรับเรื่องการแต่งกาย หลายคนอาจเคยเห็นพิธีแต่งงานของญี่ปุ่นทุกคนจะแต่งตัวด้วยสีอืมครึม โดยเฉพาะสีดำ เพราะสีดำเป็นสีแทนความสุภาพและความเคารพ คุณพ่อเจ้าบ่าวและญาติที่เป็นผู้ชายจะใส่สีดำ เนคไทขาวไม่มีลวดลายเพราะเป็นงานมงคล แต่ถ้าเป็นงานศพจะเป็นเนคไทดำ ส่วนคุณแม่เจ้าบ่าวจะใส่กิโมโนสีดำ มีลายนกกระเรียน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลปักด้วยดิ้นทอง สำหรับชุดแม่เจ้าสาว จริง ๆ แล้วก็เหมือนกับแม่เจ้าบ่าว แต่ในกรณีนี้แม่เอ๋เป็นคนไทยก็ใส่ชุดสีดำ”

 

 

 

นอกจากรายละเอียดเรื่องการแต่งงานแล้ว ของชำร่วยและธรรมเนียมการไปร่วมงาน ก็เป็นอีกอย่างที่แตกต่างกับการแต่งงานแบบไทยอย่างสิ้นเชิง

 

“คนญี่ปุ่นเป็นคนคิดเยอะ เวลาจะให้ของใครต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะฉะนั้นของชำร่วยของคนญี่ปุ่นจะเป็นแค็ตตาล็อกเล่มหนาเท่ากับสมุดโทรศัพท์ ในนั้นจะมีของต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย ตามงบประมาณที่ตั้งไว้ จากนั้นก็เอาแค็ตตาล็อกนี้ไปใส่ถุงรวมกับของอื่น ๆ เช่น ขนม ประวัติศาลเจ้า ฯลฯ และใส่ไว้ใต้เก้าอี้แขก ของในแค็ตตาล็อกก็มีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่กันดั้ม ครีมทามือ ถ้าแพงหน่อยก็มีเนื้อวัววากิว ข้าว เที่ยวบ่อน้ำพุร้อน ฯลฯ

 

“เมื่อแขกมาที่งาน นั่งเก้าอี้ที่กำหนดไว้ ก็จะหยิบถุงใส่ของที่อยู่ใต้เก้าอี้ วิธีการคือในแค็ตตาล็อคเล่มนั้นจะมีเหมือนไปรษณียบัตรแนบอยู่ในเล่ม เมื่อได้รับก็เขียนชื่อ-ที่อยู่ และเขียนสิ่งของที่อยากได้ลงไป 1 ชิ้น จากนั้นส่งไปรษณีย์ไปให้เจ้าของแค็ตตาล็อก ซึ่งของที่เลือกก็จะถูกส่งไปถึงที่บ้านเลย

 

 

“ส่วนแขกที่มาร่วมงาน คนญี่ปุ่นจะไม่มีเพื่อนพ่อ เพื่อนแม่ หรือเพื่อนที่ทำงานของพ่อของแม่ไปร่วมงานแต่ง หรือถ้าเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวที่แต่งงานแล้ว ก็จะมาแค่คนเดียว เพราะภรรยาของเพื่อนไม่ได้รู้จักสนิทสนมกัน แต่ถ้าอยากไปมากกว่าหนึ่งคน ต้องถามเจ้าภาพก่อนเสมอว่ามีคนไปด้วยได้ไหม เพราะเจ้าภาพมักจะเตรียมที่นั่งพอดี ไม่มีการเตรียมเผื่อ หากเจ้าภาพยินยอมให้มีคนติดตามไปด้วย ก็ต้องใส่ซองสองคน แต่ตามหลักแล้วจะไม่ไปเป็นคู่ เชิญใครคนนั้นก็ไปคนเดียว

 

“ที่สำคัญจะมีกำหนดไว้เลยว่าคนที่ไปร่วมงานแต่งจะต้องใส่ซองไม่น้อยกว่าเท่าไร เป็นมารยาททางสังคมที่ทุกคนต้องรู้ ห้ามใส่ต่ำกว่านั้น เพราะของทุกอย่างแพง ถ้าเป็นนักเรียนต้องใส่ซองขั้นต่ำ 10,000 เยน ถ้าเป็นคนทำงาน 30,000 เยนขึ้นไป และจะต้องเป็นแบงค์ใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน เพราะถือว่ารู้ล่วงหน้าว่าเขาจะแต่งงาน ต้องเตรียมตัวเพื่อไปงาน ต้องให้เกียรติเขา ตามธรรมเนียมจะต้องเป็นใส่ซองเป็นเลขคี่เพื่อจะแยกออกจากกันไม่ได้ แต่กลับกันถ้าเป็นงานศพจะต้องใส่ซองด้วยแบงค์ที่เก่าที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะตาย เป็นเรื่องกระทันหัน

 

 

“สมัยนี้คนญี่ปุ่นมักนิยมแต่งงานกันในโบสถ์ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนา ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเวดดิ้งที่มีอาคารเหมือนโบสถ์ไว้ประกอบพิธี เมื่อจัดพิธีเสร็จก็จะเลี้ยงกันที่ห้องจัดเลี้ยง โดยจะมีป้ายชื่อระบุว่าใครนั่งตรงไหน ห้ามนั่งผิดที่ เพราะทุกอย่างที่เจ้าภาพจัดให้ มักอยู่ใต้เก้าอี้ ที่ต้องนั่งแบบนี้เพราะต้องเรียงตามลำดับความสำคัญ สำหรับที่ญี่ปุ่นยิ่งสนิทต้องยิ่งอยู่ไกล คุณพ่อคุณแม่นั่งหลังสุด ถัดมาเป็นญาติ ๆ และหน้าสุดจะเป็นเพื่อน ๆ เพราะแขกจะต้องได้รับความสำคัญมากที่สุดจึงต้องอยู่ด้านหน้า ซึ่งกลับกันกับบ้านเราที่พ่อแม่อยู่หน้าสุด”

 

นอกจากการแต่งงานแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ แล้ว "คุณเอ๋" และ "คุณเคน" ยังมีการแต่งงานแบบไทยแท้ที่จัดขึ้นในประเทศไทยด้วย ติดตามอ่านเรื่องราวการแต่งงานแบบไทยต่อไปที่นี่

 

เรื่องราวอื่น ๆ ที่จะทำให้คุณเป็นเจ้าสาวอย่างมั่นใจ: 

พูดคุยกับเจ้าสาวนัก DIY จัดงานแต่งเอง แบบอบอุ่น ไม่กลัวปัญหา
รู้ให้ครบ จดให้สวย กับการเตรียมตัวก่อนไปจดทะเบียนสมรส 
สะท้อนรสนิยมหรูเหนือระดับ กับธีมงานแต่งแนว Luxury
Wedding Checklist Calendar ตัวช่วยที่จะทำให้คุณพร้อม!! สำหรับงานแต่ง
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถึงวันแต่งงาน

RELATED TIPS