สัมภาษณ์เจ้าสาวคนเก่งที่เนรมิตงานแต่งงานให้สวยหรู ดูแพงได้ ในหอประชุม

เป็นเจ้าสาวสมัยนี้ต้อง “สตรอง” ไม่ว่าจะวางแผนจัดงานแต่งด้วยตัวเอง หรือมีแพลนเนอร์มาช่วย ก็ต้องลงมือลงแรงให้มาก เพื่อให้งานออกมาได้ดั่งใจ เพราะถ้าไม่ลงมาดูแลด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ไม่มีวันได้งานที่สวยสมใจอย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

เหมือนอย่าง “คุณเจน” เจ้าสาวที่อุดมไปด้วยข้อมูล แม้จะมีทีมงานมาช่วยเนรมิตงานแต่งให้ แต่เธอก็ใช้เวลากับการสรรหาทีมงานและข้อมูลต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้ได้งานแต่งที่เป็นไปในแบบของเธอ ซึ่งคุณเจน และสามี คุณมาร์ท ทั้งคู่เป็นเภสัชกรอยู่ที่โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดกาฬสินธุ์ เพิ่งจูงมือเข้าประตูวิวาห์กันไปหมาด ๆ เมื่อไม่นานนี้ ด้วยธีมเซเลบสุดหรู แต่ใช้งบแบบเงินเดือนข้าราชการก็สามารถทำได้ ด้วยการหาข้อมูลให้มากที่สุด เลือกสิ่งที่ดีที่สุด กลายเป็นงานแต่งที่ถูกกล่าวขานถึงที่สุดในจังหวัดมหาสารคาม แล้วเงินเดือนข้าราชการจะจัดงานแต่งธีมเซเลบแบบสุดหรูได้อย่างไร วันนี้ Happy Wedding.Life ขอเวลา “คุณเจน” เจ้าสาวมือใหม่มาเล่าให้ฟังว่างานแต่งธีมหรูหรานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

“เริ่มจากที่ผู้ใหญ่คุยกันว่างานแต่งงานของเราจะจัดในเดือน พ.ย. 58 จากตอนนั้นก็มีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 ปีครึ่ง อย่างแรกที่ทำก็คือตั้งงบประมาณที่สามารถจ่ายได้ โดยตั้งงบกันไว้ที่ 5 แสนบาท แต่เราสองคนไม่ได้มีการเก็บเงินกันมาก่อนเลย พอรู้ว่าต้องใช้เงิน 5 แสน ก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีเงินจำนวนนี้โดยไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ เราตั้งงบค่าตกแต่งงาน ค่าจ้างช่างต่าง ๆ ไม่รวมแค่ค่าโต๊ะจีนไว้ที่ 5 แสนบาท

 

"ตอนแรกก็คิดว่าจะทำอย่างไรดี เพราะเงินเป็นแสน ไม่คิดว่าจะหามาได้ถ้าไม่ขอพ่อแม่ หรือถ้าขอคงโดนดุว่าสิ้นเปลืองแน่ ๆ ซึ่งก็โดนจริง ๆ เลยตั้งสติหันมาคุยกันว่าในเมื่อเป็นความต้องการของเราที่อยากให้งานออกมาดูหรู ดูแพง เรามาตั้งใจเก็บเงินกันเถอะ แล้วเราก็ทำได้จริง

 

“เราสองคนมีรายรับคือเงินเดือน เงินขึ้นเวร และเงินจากการเปิดร้านยานอกเวลาราชการ เป็นรายได้หลัก 3 ส่วน ซึ่งมาร์ทจะเป็นคนวางแผนเรื่องการเก็บเงินทั้งหมด ส่วนเจนจะคอยเสนอความคิดเห็น มาร์ทเขาก็เป็นคนเก็บเงิน โดยจะตั้งเป้าไว้เลยว่าแต่ละเดือนต้องเก็บคนละเท่าไร ร้านยาต้องดึงมาเท่าไร เราจะเก็บคนละเท่ากัน เดือนละประมาณ 17,000-33,000 บาท ซึ่งก็ช่วยกันเก็บมาเรื่อย ๆ ประมาณปีครึ่งเพื่อเตรียมงานแต่งในแบบที่เราต้องการ สุดท้ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บ เป็นเงินขวัญถุงเอาไว้ต่อยอดในบัญชีของเราอีกด้วย"

 

 

 

 

ที่มาของธีมแบบเซเลบหรูหรา

 

“เราสองคนมีสไตล์ที่ชอบเหมือนกัน อยากได้งานที่ดูหรู ดูแพง และชอบดูงานแต่งของดารามาก ๆ รู้สึกว่างานเขาสวย แต่เราจะทำอย่างไรให้ดูหรูในราคาที่จับต้องได้ คือเป็นราคาที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ไม่เกินงบที่ตั้งไว้คือ 5 แสนบาท โดยค่าใช้จ่ายหลัก ๆ มี 2 ส่วน คือค่าโต๊ะจีน และค่าตกแต่งสถานที่รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ซึ่งเราสองคนรับผิดชอบค่าตกแต่งส่วนหลัง สำหรับค่าโต๊ะจีนและเครื่องดื่ม คุณพ่อคุณแม่เข้ามาช่วยดูแลตรงส่วนนี้ให้

 

“พิธีฉลองมงคลสมรสของเรา จัดที่ศูนย์ประชุมมารินทร์ จังหวัดมหาสารคาม สาเหตุที่ต้องเลือกที่นี่เพราะแขกเยอะ ประมาณ 150 โต๊ะ แต่โรงแรมประจำจังหวัดจุได้เพียง 60-70 โต๊ะ ข้อดีของที่นี่คืออาหารอร่อยขึ้นชื่อ เพราะเป็นสวนอาหาร ส่วนข้อเสียคือสถานที่เป็นหอประชุม ผนัง ฝ้า เพดาน เวทีให้อารมณ์แบบงานประชุมมาก ๆ จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการตกแต่งพอสมควร

 

“นอกจากธีมหรูหราแล้ว สีที่เลือก หลัก ๆ คือสีทองเพื่อให้ดูหรู จากการดูรีวิวรู้สึกชอบโทนสี Navy blue หรือสีกรมท่า พอมาจับคู่กับสีทองก็กลายเป็นคู่สีที่หรู คลาสสิค สมใจมาก”

 

 

 

แขกที่มาร่วมงานมีถึง 1,200 คน มีวิธีเชิญแขกและดูแลแขกกันอย่างไร

 

“เราจะตกลงกันไว้ก่อนว่าใครจะรับผิดชอบดูแลแขกของใคร แขกพ่อให้พ่อรับผิดชอบ แขกแม่ให้แม่รับผิดชอบ แขกเจน แขกมาร์ทก็รับผิดชอบกันเอง แบ่งคนดูแลและดูเรื่องจำนวนเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรให้แขกพอดีกับจำนวนโต๊ะ วิธีคือต้องไล่ลิสต์รายชื่อของแขกแต่ละคน ตอนแรกพอลิสต์เสร็จ จำนวนแขกก็เกินจากที่กำหนดไว้ จำเป็นต้องตัดอออก เหลือไว้เฉพาะแขกคนสำคัญ

 

“มาร์ทกับเจนมักพูดกันเสมอว่าคนที่เชิญจะต้องมีใจถึงกัน ประมาณว่าเราคิดถึงคนนี้ แล้วคนนี้ก็คิดถึงเราใช่ไหม ถ้าใช่เราเชิญ ถ้าเราคิดถึงเขาฝ่ายเดียว แต่ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน เหมือนใจไม่ถึงกัน เราก็คงต้องไม่รบกวนเขา ส่วนแขกของคุณพ่อคุณแม่ เราสองคนไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะเขามีรายชื่อที่แน่นอนอยู่แล้ว”

 

 

 

ทีมที่มาช่วยงานถือว่ามีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้งานออกมาสวยสมใจ มีวิธีการเลือกทีมงานอย่างไร

 

“เราอยู่ต่างจังหวัดและอยากได้งานที่โดดเด่นแบบในกรุงเทพฯ ก็มักจะมีข้อจำกัดเรื่องออร์แกไนซ์ มีไม่กี่ทีมที่จะรองรับงานในแบบที่เราชอบได้ ทีมดัง ๆ ก็มักไม่มีคิว เรียกว่ามีตัวเลือกไม่มากนัก

 

“งานแต่งของเราจัดที่มหาสารคาม ถ้าอยากให้ดูหรูอาจเลือกจัดที่โรงแรมก็ได้ แต่โรงแรมในมหาสารคามก็มีไม่มากนัก ที่มีก็ไม่พอรับกับจำนวนแขก และตามธรรมเนียมไทยงานแต่งต่างจังหวัดจะจัดเฉพาะช่วงออกพรรษาเท่านั้น คนส่วนใหญ่ก็จัดงานแต่งกันช่วงนี้ ทำให้สถานที่เต็ม คิวก็ไม่ว่าง ตัวเลือกน้อย เป็นปัญหาหลักของมนุษย์ต่างจังหวัดเวลาจัดงานก็ว่าได้

 

“ก่อนจะได้ทีมงานจากกรุงเทพฯ มาช่วยงาน เจนก็ไปหาทีมงานจากในจังหวัดเราก่อน แต่อย่างที่บอกว่าคิวค่อนข้างแน่น ก็เลยมาได้ทีมจากซีซั่นเรมาดูแลเรื่องออร์แกไนซ์ให้ แม้จะเป็นทีมงานจากกรุงเทพฯ ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง หรือการจัดงานเลย พอตกลงกันเรียบร้อย และให้พี่เรรับผิดชอบงานของเราแน่นอนแล้ว ก็ให้พี่เรบินมาดูสถานที่ สำหรับบางคนอาจไม่ต้องให้ทีมงานมาดูสถานที่ แต่เจนกับมาร์ทอยากให้พี่เขามาดู เพราะเราต้องการความเป๊ะ เลยให้เขามาดูหน้างานก่อน

 

“พอเขามาดูหน้างานก็ทำให้เรามั่นใจว่าจะได้งานที่เป๊ะแน่นอน จากนั้นก็คุยกันผ่านข้อความอัพเดทกันตลอด แต่เรามีไปอบรมกันที่กรุงเทพฯ ก็เลยไปหาพี่เรเพื่อคุยกันอีกที ไปดูงานจริง เลือกงานแบบที่เขามีอยู่แล้ว นำปรับแต่ง ไมใช่งานสร้างใหม่ ทำให้ราคาไม่สูงมากนัก หลังจากนั้นก็อัปเดตกันตลอดว่าเขาจะมากันวันไหน เซ็ตอัพวันไหน มีกี่ทีม ทำอะไรบ้าง ทำให้เราอุ่นใจว่าทีมงานละเอียด จนกระทั่งถึงวันงาน ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย

 

“สรุปราคาค่าออร์แกไนซ์อยู่ที่ประมาณ 2 แสนกว่าบาท รวมค่าเดินทาง ไม่รวม Lighting ยอมรับว่าโชคดีที่ได้พี่เรมาร่วมงานด้วย สำหรับบางคนราคานี้ก็ไม่ใช่ว่าถูก แต่สำหรับเจน เราเปรียบเทียบหาข้อมูลค่อนข้างเยอะ เราศึกษางานและชื่นชมตั้งแต่งานหลักหมื่นจนถึงงานแปดแสน ไม่เคยมองว่าถูกหรือแพง มองที่ผลงานมากกว่าว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่ ทำให้ไม่คิดเรื่องเสียดาย แต่มองว่าในราคานี้ แล้วได้งานแบบนี้ ถือว่าคุ้มค่าก็พอ

 

“พอได้ทีมออร์กาไนซ์มาดูแลเรื่องการตกแต่งสถานที่ และรันคิว เจนก็ลิ้งค์ไปหาทีมช่างภาพจาก Jigcho Photography มีช่างภาพพิธีการ และช่างภาพแคนดิต รวมกันประมาณ 5 คน ส่วน Cinematographer ได้ทีม Day wedding มาดูแลให้ คือสามทีมนี้มาด้วยกัน เริ่มจากเราชอบงานของพี่เรก่อน ก็มาดูว่าพี่เรมักร่วมงานกับใคร จึงได้ทั้งสามทีมนี้มาเป็นทีมหลัก แต่ยังขาดทีม Lighting ก็ได้ MT group ในมหาสารคามมาดูแลให้ เพราะงานในศูนย์ประชุม การย้อมไฟถือว่าสำคัญมาก

 

“ส่วนพรีเซนต์เทชั่นเริ่มจากเราสองคนคุยกันก่อนว่า ตัววีดีโอพรีเซนต์เทชั่นของเราขอแบบแตกต่าง เพราะเราสองคนไม่ชอบพูดหรือเล่าเรื่องราว แต่อยากจะให้วีดีโอนี้เป็นตัวเล่าเรื่องแทน ไม่ชอบมานั่งพูด ได้ทีมจาก Banrak Studio มาช่วยในส่วนนี้ ซึ่งมาร์ทเป็นคนเขียนบทเอง โดยเล่าเรื่องของเราสองคนว่าเริ่มต้นอย่างไร เป็นมาอย่างไร ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ปัญหาอุปสรรค เรื่องที่เสียใจที่สุด ทำให้หลายคนที่เห็นภาพความรักของเราสองคนว่าราบรื่น ก็ได้มารู้ความจริงจากวีดีโอนี้ว่าในระหว่างทาง เราเจออุปสรรคมากมาย แต่ก็อยู่เคียงข้างกันและกัน เป็นสิ่งที่เล่าเรื่องราวของเราสองคนตั้งแต่ต้นจนจบ บอกเล่าชีวิตของเราสองคนที่ทำให้แขกได้อินไปกับเราด้วย

 

“สำหรับช่างแต่งหน้าก็สำคัญมาก เพราะเจ้าสาวทุกคนก็คงอยากสวยที่สุดในวันนั้น และคงไม่มีใครอยากแก้ตัว เจนโชคดีได้ อ.อ๊อฟ อรอุบลเวดดิ้งมาช่วยตรงนี้"

 

 

 

 

หลังจากวางแผน และได้ทีมงานที่ถูกใจแล้ว เมื่อถึงวันงานก็ต้อง The show must go on….

 

“พอถึงวันงานต้องปล่อยให้ทุกอย่างรันไปตามธรรมชาติ ปล่อยวางทุกอย่าง ไม่มาวิตกกังวลเรื่องอะไรเลย จำได้ว่าบรรยากาศในวันนั้น ไปถึงงานก็ทำโน่น ทำนี่ แต่งหน้า ทำผม เตรียมพร้อม ถ่ายรูปกับแขกไปได้พักหนึ่ง มาตั้งสติได้อีกทีตอนวงดนตรีเล่นเพลงที่เราเลือก นั่นคือบรรยากาศแรกที่รับรู้ได้ หลังจากนั้นก็คือตอนที่เปิดวีดีโอพรีเซนเทชั่น ดูแล้วได้ทุกอารมณ์จริง ๆ ตอนอยู่ในงานก็ดูไปกับแขกด้วย ดูว่าแขกเป็นยังไง อินกับเรื่องราวของเราไหม บางคนถึงกับร้องไห้ด้วย นั่นคือบรรยากาศที่สองที่มีสติ และเริ่มรับรู้ได้

 

“จากนั้นพอเข้าสู่พิธีการก็มีสติมากขึ้น จากที่ตื่นเต้นก็ลดลงเพราะอยู่ท่ามกลางแขกและญาติผู้ใหญ่ พอเริ่มเดินเข้ามาก็มองหน้าทุกคน ทักทายโบกมือ มีสติมากขึ้น ตอนที่เดินขึ้นไปบนเวที มองเห็นแขกที่มาร่วมงาน พอเริ่มพิธี ประธานกล่าว คุณพ่อคุณแม่กล่าว ตอนนั้นไม่ตื่นเต้นแล้วเหมือนกับว่าทุกคนอยู่รอบข้างเรา ไม่กลัวและวิตกอะไรแล้ว กลายเป็นอารมณ์อินและมีความสนุกสนานมากขึ้น”

 

 

 

 

 

ด้วยการเตรียมตัวที่ดี ประกอบกับทีมงานที่ดี ทำให้งานแต่งของคุณมาร์ท คุณเจน กลายเป็นงานที่มีแต่คนพูดถึง

 

“ตอนเตรียมงาน เราเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ตรงใจที่สุด ก่อนงานจะเริ่มก็จินตนาการวาดฝันว่างานจะออกมาแบบไหน ตอนนั้นมั่นใจระดับหนึ่งว่าสิ่งที่เลือกจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด พอถึงวันงานเรียกว่าทุกอย่างออกเกินความคาดหวัง อาจะเป็นเพราะเราเลือกทุกรายละเอียดตั้งแต่ก้าวเข้าสู่งาน เริ่มจากเพลงเปิดตัว ลงรายละเอียดว่าอะไรที่เราชอบ อะไรที่ดูแตกต่าง อะไรเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในคืนนั้น แล้วพอถึงวันงานจริง ก็เป็นอย่างที่หวังไว้ คือดูโดดเด่นและแตกต่าง

 

“หลังจากเสร็จงานก็ได้รับฟีดแบคดีมากตั้งแต่คืนนั้นเลย พอจบงานเพื่อน ๆ เริ่มมีการคุยกันในไลน์กลุ่ม เริ่มเห็นเพื่อนอัพรูป ตัวเจนกับมาร์ทอยู่ในงาน ก็ไม่ได้เห็นว่าภาพถ่ายออกมาเป็นไง แต่พอเห็นเพื่อนอัพรูป ก็รู้เลยว่ามันสวยมาก สวยสมใจ เริ่มรับรู้ว่างานเราสวย หลังจากนั้นเพื่อนก็เข้ามาคอมเม้นท์ตามรูป ก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ว่าหรู สวย และดีที่สุดตั้งแต่เคยไปงานแต่งงานมา ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อน นอกจากเพื่อนยังมีอาจารย์ และผู้ใหญ่ ถึงขนาดส่งข้อความมาบอกว่างานดีมาก สวยมาก และชอบมาก

 

“คุณพ่อคุณแม่หลังจากวันงานก็เริ่มได้รับฟีดแบ็คจากผู้ใหญ่ จะพูดคล้าย ๆ กันว่าเป็นงานที่ดีที่สุดเท่าที่เคยไปมา และไม่เคยเห็นงานแบบนี้มาก่อน มันคือฟีดแบคที่ดีมาก เกินคาดสำหรับเราสองคน ไม่ใช่แค่การตกแต่ง แต่เป็นเรื่องของบรรยากาศและการดีไซน์งาน เราสองคนค่อนข้างละเอียด เลือกเองทุกอย่าง เพราะคอนเซ็ปต์คือต้องแตกต่างที่มีเรื่องราว ทุกอย่างต้องเป็นบรรยากาศเดียวกัน กลมกลืนทำให้เกิดอารมณ์ที่แขกสัมผัสได้ ซึ่งทุกอย่างเกิดจากการสร้างสรรค์ของเราสองคน ที่อบอวลไปด้วยสิ่งที่เราชอบ”

 

 

 

 

 

 

รายละเอียดอื่น ๆ อย่างพรีเวดดิ้ง การ์ด และของขำร่วย ก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญ

 

“พรีเวดดิ้ง เป็นสิ่งแรกของการเริ่มต้นเตรียมงาน ด้วยความที่เราสองคนเป็นคนชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว และอย่างที่บอกว่าเป็นคนชอบดูงานแต่งดารามาก ก็ไปเห็นสถานที่ที่คุณอั้ม-อธิชาติ และคุณนัทแต่งงาน ที่เบเนดิกสตูดิโอ ดูแล้วชอบที่นี่มาก ก็เลยเอาคำว่าเบเนดิกสตูดิโอ พรีเวดดิ้งไปค้นในกูเกิ้ล ก็ขึ้นภาพพรีเวดดิ้งของช่างภาพหลาย ๆ คนขึ้นมา ดูไปเรื่อย ๆ ไปเจอผลงานของช่างภาพคนหนึ่ง เขาถ่ายภาพในเบเนดิกแล้วสวยในแบบที่เราชอบ โทนสีสวย ก็เลยตัดสินใจเลือกเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งให้กับเรา

 

“การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งมาร์ทกับเจนจะนึกถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก ก็คุยกับช่างภาพว่ามีแพ็คเกจอะไรบ้าง มีทั้งราคาช่างภาพอย่างเดียว ราคาช่างภาพบวกแพ็คเกจแต่งหน้าทำผมและชุด ก็มาดูว่าอะไรคุ้มที่สุด เลยเลือกแบบช่างภาพอย่างเดียว เพราะเรามีชุดอยู่แล้ว ก็เตรียมไปเอง แต่บางชุดก็ซื้อใหม่ ถ่ายเสร็จก็ไปขายต่อ ได้เงินคืนมา ราคาของชุดมีตั้งแต่ 500-4,000 บาท จะเห็นได้ว่าเรานึกถึงความคุ้มค่ามาก่อน ไม่ได้คำนึงถึงว่าจะถูกหรือแพง แต่ดูว่าคุ้มกับที่จ่ายไปไหมมากกว่า เอาความชอบ ความพอใจเป็นตัวตั้งก่อน แล้วมาดูรายละเอียดอีกที

 

“ถ่ายพรีเวดดิ้งกันตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 แล้วก็เอามาใช้ในงานแต่งได้ด้วย คิดว่าการถ่ายพรีเวดดิ้งเร็ว เป็นอะไรที่ดีมาก เพราะเราจะเสร็จไปหนึ่งอย่าง และยังสามารถเอาภาพพรีเวดดิ้งมาทำอย่างอื่นต่อได้อีก ทั้งทำการ์ด อัดรูป เป็นการวางแพลนงานได้ด้วย ยิ่งถ่ายก่อนหลาย ๆ เดือนก็ยิ่งดี

 

 

“การ์ดแต่งงาน เราเลือกจากราคาเป็นหลักว่าสามารถจ่ายได้เท่าไร การ์ดของเราจะเอารูปพรีเวดดิ้งไปออกแบบ และได้แรงบันดาลใจมาจากการ์ดแต่งงานของคุณซี คุณเอมี่ ชอบแนวแบบนั้นมาก เลยตามไปดูว่าเขาทำที่ไหน กี่บาท แต่เอาของเขาเป็นแรงบันดาลใจเฉย ๆ ว่าอยากได้งานแนวนี้ เพราะสีสวย และเป็นสไตล์ที่ชอบ

 

“ส่วนของชำร่วย เราคุยกันแต่แรกแล้วว่าอยากให้ของชำร่วยที่เมื่อแขกได้รับไปแล้วดีใจ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ว่าแค่วางไว้เฉย ๆ และช่วง พ.ย. เป็นฤดูหนาวถ้าแขกได้ผ้าพันคอเป็นของชำร่วยก็คงได้เอาไปใช้ประโยชน์ได้ เจนก็เลยไปดูจากอินเตอร์เน็ต ว่ามีที่ไหนขายผ้าพันคอ ก็ได้ร้านจากเชียงใหม่ และเขาส่งทางรถทัวร์มา เป็นผ้าพันคอและสายคาดที่เป็นโลโก้ของงาน เราก็เอามาแพ็คใส่ถุงผ้าแก้วกันเอง ระดมญาติ ๆ มาช่วยงาน

 

“สำหรับชุดแต่งงาน ด้วยความที่เป็นคนค่อนข้างละเอียด จะทำอะไรจะค้นข้อมูลดูอินเตอร์เน็ตก่อน ตอนนั้นก็ดูไปเรื่อย ๆ เห็นว่าปีนี้แนวชุดแต่งงานไม่ใช่แบบกระโปรงฟูฟ่อง แต่จะเริ่มมีความเซ็กซี่เข้ามา ประกอบกับไปเห็นงานแต่งคุณลิเดียว่าชุดแต่งงานเขาสวย เป็นลูกไม้ซีทรู แบบหวาน ๆ ปนเซ็กซี่ แต่สำหรับเจนอาจดูเซ็กซี่เกินไป เลยหาแบบใหม่แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ลูกไม้ซีทรูไว้ จนไปถูกใจชุดหนึ่งของ Zuhair Murad เป็นคอลเลคชั่นสปริง 2016 ก็เลือกแบบแล้วไปเช่าตัดที่ร้าน Paris Mon Amour จ.ขอนแก่น ราคาประมาณ 4 หมื่นกว่าบาท แต่ได้ชุดไทยบ่าวสาวอีก 2 ชุดรวมอยู่ในแพ็คเกจด้วย

 

“ข้อเสียของการเช่าตัดอยู่ที่ต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะร้านจะตัดชุดให้พอดีกับตัวเราเลย ซึ่งก่อนจะได้รับชุดแต่งงานก็ลุ้นมาก เพราะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ได้รับก่อนถึงวันงาน เจนเองก็ลุ้นและคาดหวังไว้พอสมควร แต่ก็เตรียมใจไว้เยอะเช่นกัน วันไปรับชุดปรากฎว่าชุดสวยเกินคาด และพอใส่ในงานก็ได้รับคำชมมากมายว่าชุดเจ้าสาวสวยมาก”

 

 

 

 

นอกจากงานแต่งแบบเซเลบสุดหรูแล้ว ทั้งคู่ยังมีพิธีไทยแบบอีสานที่จัดขึ้นในเช้าวันเดียวกันด้วย

 

“พิธีไทยเป็นงานเช้าจัดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีแขก 4-5 ร้อยคน โต๊ะจีนประมาณ 50 โต๊ะ จัดโดยยึดถือขนบธรรมเนียมภาคอีสานมาเป็นอันดับแรก เป็นงานที่ตรงตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ ไม่ใช่ได้เน้นเรื่องของการตกแต่ง ไม่มีธีมสี แต่เป็นบรรยากาศแบบไทย ๆ เน้นความเป็นธรรมชาติของคนที่มาร่วมงาน

 

“ด้วยความเป็นพิธีไทยจัดวันเดียวกับงานกลางคืน ทำให้ต้องวิ่งรถจากกาฬสินธุ์ไปมหาสารคามเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับงานแต่งตอนเย็นด้วย คือต้องทำเวลาให้ดี เลยแพลนกับทางครอบครัวว่าจะไม่จัดพิธีสงฆ์ในวันนั้น แต่จะทำพิธีสงฆ์ล่วงหน้าก่อน เพื่อลดระยะเวลาในงานเช้า ก็จะเหลือแต่พิธีแห่ขันหมากและพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีดั้งเดิมของทางภาคอีสาน โดยมีการผูกข้อต่อแขน เพื่ออำนวยอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรียกว่าเป็นเจ้าสาวที่อุดมไปด้วยข้อมูลตัวจริง ปัจจุบันคุณเจนกลายเป็นกูรูเรื่องการแต่งงานไปแล้ว และได้แนะนำว่าที่เจ้าสาวสำหรับการจัดงานแต่งงานไว้ด้วย

 

“เริ่มต้นจากต้องรู้ใจตัวเองก่อนว่าชอบงานสไตล์ไหน พอรู้สไตล์ตัวเองแล้วก็จะทำให้รู้ว่าสไตล์นั้นต้องใช้งบประมาณเท่าไร แล้วค่อยตั้งงบและความเป็นไปได้ จากนั้นก็เริ่มดูตัวอย่างงานให้มาก ซึ่งตัวอย่างงานจะลิ้งค์ไปหาคนที่จะมาสร้างงานให้ อีกอย่างคือควรดูรีวิวเยอะ ๆ เพื่อเปิดมุมมองของตัวเอง แล้วเลือกทีมงานที่สามารถทำงานให้เราได้ แนะนำว่าควรเป็นทีมงานที่สามารถสร้างงานได้จริง ไม่ใช่แค่ทำร่างออกมาได้ดี แต่สุดท้ายทำไม่ได้ เราต้องเห็นงานจริง เห็นทีมจริง ดูจากผลงานว่าสวยแบบที่ต้องการไหม ดูฟีดแบ็คของลูกค้าว่ามีเสียงตอบรับเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะช่วยให้จัดงานออกได้สวยสมใจที่สุด”

 

อ่านเรื่องราวงานแต่งงานเพิ่มเติมได้ที่นี่ :

พูดคุยกับ “เจ้าสาวซามูไร” เกิดเป็นสาวไทยต้องไม่เสียดุล 
พูดคุยกับเจ้าสาวนัก DIY จัดงานแต่งเอง แบบอบอุ่น ไม่กลัวปัญหา
สัมภาษณ์บิวตี้บล็อคเกอร์หน้าหวาน NinaBeautyWorld กับเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานสุดพิเศษ
มาเตรียมตัวสำหรับงานแต่งงานแบบระยะสั้นกันเถอะ!
ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในพิธีแต่งงาน

 

RELATED TIPS